เปรียบเทียบวิธีการและผลของการแก้ปัญหา แบบกิเลสและแบบพุทธะเมื่อเกิด “ความอยากกินน้ำแข็ง”

เมื่อเกิด “ความอยากกินน้ำแข็ง” การแก้ปัญหาแบบกิเลส มีวิธีการคือ เราก็รู้ได้ว่า “อยาก” รู้สึกไม่สงบ รู้สึกดิ้นรนอยากได้มากิน จากนั้นก็จะคิดหาวิธีการดับความอยาก คือ ทำยังไงก็ได้ที่จะได้น้ำแข็งมากิน ความอยากจึงจะหายไป นี่คือการปฏิบัติง่าย ๆ ที่ใคร ๆ เขาก็ทำกันเพื่อดับความอยากกินน้ำแข็งและดับความอยากในทุก ๆ เรื่องแบบกิเลสของผู้มีอวิชชา

            ภาพอาจารย์หมอเขียวอาจารย์หมอเขียวได้กล่าวไว้ว่า เป็นการแก้ปัญหาอย่างนั้นคือ การแก้ปัญหาที่ไม่รู้จบ เป็นการแก้ปัญหาแบบเพิ่มปัญหา เพราะดับความอยากนั้นได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อได้เสพสมใจก็ได้ความสุข แต่จะเป็นแค่สุขลวง ๆ สุขแป๊บเดียวเดี๋ยวก็หมดไป เหมือนได้ขึ้นสวรรค์แต่เป็นสวรรค์เก๊ สวรรค์ดาวดึงส์ (สมใจ) เป็นสุขลิกะ เก็บไม่ได้ พอหายสุขก็อยากกินใหม่อีก กิเลสก็โตขึ้นเรื่อย ๆ อยากได้มากกว่าเดิมแปลกใหม่กว่าเดิม ที่ผู้อวิชชาจะไม่รู้ตัว ว่ากระทำผิดทางอยู่ เนื่องจากไม่เห็นผลของการกระทำนั้นว่าเป็นสิ่งให้โทษทุกข์ภัย เพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น นั่นคือ จะเกิดเรื่องร้ายกับร่างกาย จิตใจ และเหตุการณ์ร้ายในชีวิตต่าง ๆ ตามมา รวมทั้งยังเหนี่ยวนำให้ผู้อื่น ผู้ที่มีกิเลสเหมือน ๆ กันทำไม่ดีตาม อยากกินตามได้อย่างมากมาย แม้จะเห็นหรือไม่เห็นเรากินน้ำแข็งก็ตาม แต่จะมีคลื่นที่ทำให้เขาอยากจะกินน้ำแข็งตามเรา เขาก็จะไม่สงบ เขาจะต้องดิ้นรนที่จะต้องหามากินให้ได้เหมือนเรา จะมีความเพียรอันเลว ขยันหาของปลอมมาเสพ คนโง่ (อวิชชา) จะไม่รู้จักสุขจริง จึงหลงหาของปลอมมาเสพ เพราะนึกว่าอยากกินแล้วได้กินเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว จึงแย่งกัน ทะเลาะกัน พิศวาสสุขที่ไม่มี เหมือนหมาแทะกระดูก ไม่ได้อะไรเลย เนื้อก็ไม่มี แต่หวงนะ ใครแย่งก็กัดกันเลยที (พ่อครูสมณะโพธิรักษ์) พอได้เสพสมใจก็พักยก (ดุสิต) สักพักก็ทุกข์ใหม่อีก บ้า ๆ บอ ๆ ดิ้นรนหามาเสพใหม่ ถึงกับตั้งโรงเรียนมาสอนให้รู้จักหาสุขโง่ให้เก่ง ๆ เก่งแล้วจะได้หามาเสพได้ตามต้องการ สอนกันอย่างเป็นทางการ แข่งกันว่าใครจะได้สุขปลอมมากกว่ากัน ใครจะเพียรเลวได้มากกว่ากัน ถ้าลองไล่ไปให้สุดสายคือ ถ้าเสพไปเรื่อย ๆ ก็จะเกิดอาการป่วยทางด้านร่างกาย (30%) และเกิดความทุกข์ใจ (70%) ต่อมาก็เกิดความชัง คือ ถ้าไม่ได้สมใจ หรือมีใครหรือเหตุการณ์ใดมาขวางก็จะชัง ถ้าใครหรือเหตุการณ์อะไรที่ทำให้สมใจก็จะชอบ มันจะหลงให้เดี๋ยวก็ชอบเดี๋ยวก็ชังคนอื่นสิ่งอื่น แท้จริงแล้วเรานั่นแหละเป็นคนที่สร้างความชอบความชังความทุกข์ขึ้นมาเองทั้งหมด (ใจเพชร กล้าจน. : 2561, มิถุนายน 12)

            จะเห็นได้ว่ากิเลสพาแก้ปัญหาแบบเพิ่มปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ตัวเอง คนอื่น สัตว์อื่นต้องเดือดร้อน เกิดความทุกข์ชั่วกัปชั่วกัลป์ เกิดวิบากร้าย 11 ประการ ทำแบบนี้มีแต่ทำให้ปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คิดพูดทำแบบนั้นบรรลุธรรมไม่ได้ เพราะมีวิบากที่ไม่เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า เท่ากับดื้อกับท่าน เท่ากับเถียงท่านว่าเราทำถูกแล้ว เท่ากับเพ่งโทษท่าน เพ่งโทษพระอาริยะ เพ่งโทษคนดีที่เขาบอกสอนว่าสิ่งนั้นไม่ดีแต่เราก็ไม่ฟัง ไม่ทำตาม แปลว่าเราเคารพกิเลส ตัดหัวถวายกิเลส จะต้องทุกข์ทรมานชั่วกัปชั่วกัลป์ และมีวิบากร้ายคอยไล่ล่าอย่างสาหัสสากรรจ์ตลอดเวลา

ส่วนการแก้ปัญหาแบบพุทธะ เมื่อเกิด “ความอยากกินน้ำแข็ง” เราก็ตามรู้ว่าอยาก รู้ว่าความทุกข์ขึ้นมา รู้แล้วว่าเป็นคิดของกิเลส กิเลสแบบนี้เป็นกิเลสกาม เป็นสิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง เป็นความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ และเป็นเครื่องปรุงแต่งความคิดให้ทำกรรมซึ่งนำไปสู่ปัญหาความยุ่งยากเดือดร้อนและความทุกข์ (ใจเพชร กล้าจน. 2553 :20) นำพาให้เราคิดพูดทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต้องใช้อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา รู้แล้วก็ตามล้างตามสั่งสอนกิเลสมันด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ด้วยการให้ปัญญาแห่งธรรม ให้กิเลสหมดความรู้สึกอยาก ให้กิเลสหมดความรู้สึกชอบชัง จนจิตบริสุทธิ์จากกิเลส เกิดเป็นความยินดีในความไม่ชอบไม่ชังได้ จิตก็จะเกิดความสงบเพราะสามารถระงับ “ความอยากกินน้ำแข็ง” ลงได้ ไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องดิ้นรนหามากินก็ได้ สบายใจได้โดยไม่ต้องกินของที่มีโทษต่อร่างกาย แต่การที่เราจะสามารถรู้เท่าทันความคิดของกิเลสได้นั้นเป็นเรื่องยาก ถ้าเราดักทางกิเลสไม่ถูกจุด มันก็จะไม่สงบ ยังจะมีความอยากอยู่ในจิตวิญญาณ แต่หากเราสามารถดักทางกิเลสได้ถูกจุด ด้วยการตั้งศีลมาปฏิบัติให้ถูกตรง จะเกิดปัญญาแห่งการทำลายกิเลส ความอยากนั้นก็จะสลายไปเอง หากปฏิบัติได้จนคล่องจนเก่งมากยิ่งขึ้น ๆ จิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิสามารถกำจัดกิเลสได้อย่างยั่งยืนถาวร

            วิธีการกำจัดกิเลสแบบพุทธะ คือ การศึกษาอริยสัจ 4 แล้วไล่อริยสัจ 4 ไปให้จบสาย โดยเริ่มตั้งแต่เรียนรู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หรือบางท่านอาจจะไล่ไม่จบสายแต่สามารถทำลายกิเลสให้สลายไปได้ก็ถือว่าใช้ได้ เช่น เมื่อเกิด “ความอยากกินน้ำแข็ง” ผู้มีปัญญาก็จะเริ่มรู้ตัวว่ากำลังเกิดความทุกข์ขึ้นมาในจิตวิญญาณแล้ว เห็นอาการของจิตที่มีความทุกข์ ความอยาก ไม่สงบ ดิ้นรนต้องการหาน้ำแข็งมากินเกิดขึ้นแล้ว เห็นอาการในจิตว่าเกิดความต้องการที่จะทำในสิ่งที่เป็นโทษแล้ว อยู่ไม่สงบแล้ว เริ่มคิดหาวิธีการที่จะได้น้ำแข็งมากินให้จงได้ เป็นต้น เมื่อมีความคิดอย่างนี้ ผู้มีปัญญาย่อมจะต้องหยุดความคิด หยุดสังขารปรุงแต่ง และพยายามแยกแยะให้ออกว่านี่คือความคิดของกิเลสมาร หรือความคิดของพุทธะ เมื่อสำรวจจนแน่ใจแล้วว่าเป็นความคิดของกิเลส เพราะเป็นความคิดที่จะทำในสิ่งที่เป็นโทษภัย ผู้มีปัญญาก็จะเริ่มคุยกับกิเลส “ความอยาก” นั้นทันที สอบถามให้แน่ชัดว่า อาการทุกข์ อาการอยากนี้มีสาเหตุ (สมุทัย) มาจากอะไร หรือมีความคิดที่จะกินเพื่ออะไร เสียงของกิเลสเขากำลังจะบอกอะไรกับเรา ทำไมจึงเกิดกิเลสความอยากกินน้ำแข็งนี้ขึ้นมานะ เมื่อเราถามออกไป เราก็จะได้คำตอบจากกิเลส เช่น ก็อากาศมันร้อนถ้าได้กินน้ำแข็งแล้วจะหายร้อนและจะเป็นสุข หรือกิเลสอาจจะตอบว่า ก็กินข้าวเสร็จแล้วต้องกินน้ำแข็งสักหน่อยจึงจะอิ่มสบายท้อง หรือเขาอาจจะตอบเราว่า ก็เห็นคนอื่นกินแล้วดูมีความสุขมาก ถ้าเราได้กินด้วยเราคงจะเป็นสุขมากอย่างแน่นอน ฯลฯ

ผู้มีปัญญาก็จะรู้แล้วว่ากิเลสคิดอย่างนั้นอย่างนี้ และท่านก็รู้ว่ากิเลสนั้นไม่เที่ยง กิเลสนั้นเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ทั้งมวล และรู้ว่าไม่นานกิเลสความอยากนั้นก็จะดับลงได้ จากนั้นท่านก็จะมีนิโรธ คือการดับทุกข์ ดับความอยาก ความไม่สงบ ความดิ้นรนในจิตด้วยธรรมะที่ถูกตรงตามคำสอนหรือวิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้า ของพระอาริยะเจ้า ของหมู่มิตรดีสหายดี ไปตอบความคิดที่ผิดของกิเลสว่า เธอคิดผิดแล้วกิเลส อาการร้อนก็ไม่จำเป็นต้องกินน้ำแข็งก็ได้ อากาศร้อนไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงหรอก “ความอยากของกิเลส” ที่สิงอยู่ในใจเราต่างหากคือสาเหตุที่แท้จริง “ความอยากได้สมใจ” ต่างหากคือความทุกข์อริยสัจ อากาศร้อนไม่ใช่ความทุกข์อริยสัจหรอก เป็นแค่ทุกข์ทางกาย ซึ่งแก้ไม่ยากหรอก อากาศร้อน แค่ดื่มน้าสมุนไพรฤทธิ์เย็นเดี๋ยวก็หาย หรือไปอาบน้ำเดี๋ยวก็หาย แต่ความอยากกินน้ำแข็งนี่ซิ เป็นความร้อนที่อยู่ข้างในจิตวิญญาณ ต่อให้ดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น หรืออาบน้ำก็ไม่หาย “ความอยากกินน้ำแข็ง” หรือหายก็หายแป๊บเดียวเดี๋ยวก็อยากใหม่อีก แท้จริงแล้วต้องแก้ “ความอยาก” ด้วยธรรมะจึงจะหาย และไม่เกิดความอยากขึ้นมาอีก

ผู้มีปัญญาจะสามารถบอกกิเลสจนกิเลสเข้าใจได้ว่า ใช่แล้ว เป็นความจริง กิเลสความอยากต่างหากคือตัวปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่อากาศร้อน เมื่อกิเลสเริ่มยอมรับได้แล้วว่าตัวเองคือปัญหา ต่อไปเราก็ต้องบอกข้อมูลที่ถูกตรงให้เขาเพิ่มเข้าไปอีก เพื่อให้เขาเปลี่ยนใจที่อยากกินอยู่มาเป็นใจที่ไม่อยากกินด้วยความเต็มใจ จนสามารถคลาย “ความอยากที่อยู่ในจิต” ลงได้จริง เราก็เริ่มบอกเขาว่าโทษของน้ำแข็งมีอะไรบ้างเท่าที่ปัญญาเรามี เช่น น้ำแข็งมีขั้นตอนการผลิตที่สกปรก ทำให้ท้องอืด เปลืองพลังงานและทรัพยากร ต้องซื้อมาด้วยเงินผลิตเองก็ไม่ได้ ฯลฯ จากนั้นบอกประโยชน์ของการไม่กินน้ำแข็งเท่าที่ปัญญาเรามี เช่น  ไม่ต้องกินของที่สกปรก ไม่ทำให้ท้องอืด ไม่เปลืองพลังงานและทรัพยากร ไม่ต้องเสียเงิน ฯลฯ แล้วสังเกตอาการอยากในจิตลดลงบ้างไหม ถ้าลดลงบ้างแต่ยังดิ้นรนขวนขวายที่จะต้องหามากินอยู่อีก เราก็ต้องให้ปัญญากิเลสต่อไปอีกว่า กินน้ำแข็งจะมีวิบากร้ายนะ จะต้องเจ็บป่วย เพราะเบียดเบียนตนเอง จะมีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้นกับชีวิตตนเองและผู้อื่น จะเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นอยากทำตาม

เมื่อกิเลสมันดับไปหรือสลายไปได้มากน้อยหรือหมดไป เราก็จะได้มรรคได้ผลตามที่เราทำได้จริง ๆ ตามนั้น ๆ บางท่านก็พิจารณาจนสุดสายอริยสัจ 4 กิเลสความอยากจึงสลาย บางท่านพิจารณาไม่จบสายกิเลสตายแล้วก็มี สรุปว่าการรู้เท่าทันความคิดของกิเลสและใช้ปัญญาที่เหนือกว่าสามารถดับกิเลสนั้นได้ แต่จะต้องอาศัยพลังของพระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์และหมู่มิตรดีช่วยกันแนะนำและลองฝึกปฏิบัติต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พร้อมกับการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นไปด้วย สะสมเป็นความดีไว้คุ้มครองตัวเอง จึงไม่จำเป็นต้องรวยเงินทองข้าวของก็สามารถอยู่อย่างผาสุกได้ยั่งยืนตราบปรินิพพาน

            สรุปได้ว่าการแก้ปัญหาแบบกิเลสและการแก้ปัญหาแบบพุทธะมีความแตกต่างกันคือ การแก้ปัญหาแบบกิเลส จะแก้ด้วยการหามาสนองตามความต้องการ ตามความอยากที่เกิด ความอยากหรือความทุกข์จึงดับลงได้ แต่มันจะไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนถาวร เพราะจะดับความต้องการลงได้แค่แป๊บเดียว และจะมีปัญหาตามมาอย่างมากมายมหาศาล ไม่รู้จบไม่รู้แล้ว จะต้องคอยแก้ปัญหาตามไปทุกครั้งที่เกิดความอยากอีก และอยากมากกว่าที่เคยได้รับ (กิเลสโตขึ้น) เพราะไม่ได้แก้ปัญหาหรือดับความอยากที่สาเหตุ ส่วนการแก้ปัญหาแบบพุทธะนั้น เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนถาวร (เที่ยง) เพราะเป็นการแก้ความอยากที่สาเหตุ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่าละเหตุทุกข์ได้เป็นสุขในที่ทั้งปวง (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 59) ละทุกข์ทั้งปวงได้ เป็นความสุข (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 33) ด้วยการศึกษาอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ดังคำตรัสของพระพุทธเจ้าว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภพ 3 นี้ควรละ ควรศึกษาในไตรสิกขา ภพ 3 เป็นไฉน คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพ 3 นี้ควรละ ไตรสิกขาเป็นไฉน คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ควรศึกษาในไตรสิกขานี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภพ 3 นี้ เป็นสภาพอันภิกษุละได้แล้ว และเธอเป็นผู้มีสิกขาอันได้ศึกษาแล้วในไตรสิกขานี้ เมื่อนั้นภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว ได้ทำที่สุดทุกข์ เพราะละมานะได้โดยชอบฯ (พระไตรปิฎก เล่ม 22 ข้อ 376)

ทีมงานวิชาการ

สถาบันวิชชาราม

http://www.vijjaram.org/

อ้างอิง :-

กรมการศาสนา.  พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ.  กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย        มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, 2541. 
ใจเพชร กล้าจน.  (2553).  ความเจ็บป่วยกับการดูแลสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธ ของศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านา บุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร.  วิทยานิพนธ์ มหาบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนบูรณาการศาสตร์ คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
 ใจเพชร กล้าจน.  (2561, มิถุนายน 12).  ประธานมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย.  สัมภาษณ์.
พ่อครูสมณะโพธิรักษ์. (2561). ผู้นำชาวอโศก. สัมภาษณ์.

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *